2007/Feb/16

กะ ๆ ๆ ๆ กลับมาแย้ววววววววว โอว กลับมาอัพบล็อกที่มานเค็มปี๋ฟิคที่ส่งกลิ่นหมักหมม 555+ เฮ้อ ก็ Happy Valentine Day กับทุก ๆ คนนะคะ วาเลนไทน์นี้เด็กสถาปัตย์จน ๆเสียค่าสีแทนค่าดอกไม้ แหกตาทำงานแทนคุยการแหกตาก่ะแฟน(ซึ่งไม่มี) ของขวัญวันวาเลนไทน์ที่ได้รับคือโปรเจคจากอาจารย์ ช่างใจดีจนอยากจะร้องไห้ แง่งงง

วันนี้เก็บฟิคอันเค็มปี๋นั่นไว้ก่อน (- -) อ่านฟิคสั้น ๆ ระบายอารมณ์คนแต่งก่อนนะคะ อัดอั้นอยากจะบอกว่า "ท่านเออควิโอร่าน่ารักที่ซู๊ดดดดดดด...." เหอะ ๆ ๆ

[FanFic]Bleach! :Forever

Author : Osamu Shey Karen

Rate : None

SPOILER!! : Bleach shapter 249

[เป็นฟิคที่ได้แรงบันดาลใจจากสปอยด์ตอนที่ 249 ค่ะส่วนเหตุการณ์จัดอยู่ในปัจจุบัน]

*ตัวละครมีการแต่งขึ้นตามจินตนาการ แน่นอนว่าไม่มีตามท้องเรื่องจริงแต่อย่างใด*

------------------------------------------------------

-ข้าไม่รู้ว่าสิ่งที่ข้าทำจะถูกหรือผิด ข้ารู้เพียงว่าสิ่งที่ข้าทำเพื่อท่านก็พอแล้ว..."

------------------------------------------------------

"นับจากนี้ไป เจ้ามีชื่อว่า ชาเรน" ชายเบื้องหน้าพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่สีหน้าดูพึงใจอยู่ไม่น้อย ในมือถือ "บางสิ่ง" อยู่ซึ่งผู้ที่เปลือยกายอยู่เบื้องหน้าไม่อาจรู้ได้ ร่างสาวค่อย ๆ ลุกขึ้นดวงตาเลื่อนลอยมองไปรอบทิศ กลุ่มชนชุดขาวต่างมองมายังเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะค่อย ๆ หายไปในความมืด

"นับจากนี้ร่างกายและหัวใจของเจ้าจะดำรงอยู่เพื่อท่านไอเซ็นเพียงและเพื่อความปรารถนาของท่านไอเซ็นเพียงผู้เดียว" ชายผิวซีดตรงหน้าของเธอเอ่ยขึ้น คำพูดนั้นเรียกรอยแสยะบนริมฝีปากของหลายคนในที่นั้นได้ชะงัดดีนัก

"นับจากนี้ ....ร่างกายและหัวใจของข้าจะดำรงอยู่... เพื่อท่านไอเซ็น และเพื่อความปรารถนาของท่านไอเซ็น ค่ะ" ปากของข้าเอ่ยเบา ๆ ขึ้นพร้อมเสียงของเด็กสาวชาวมนุษย์และหลับตาลงอย่างช้า ๆ ข้าคงบ้าไปแล้วแน่ ๆ ใจข้าคิด ที่จริงข้าควรจะดีใจที่มีผู้มาร่วมอุดมการณ์และให้สัตย์ปฏิญาณเช่นเดียวกับข้าเมื่อนานมาแล้วนั้น แล้วนี่ทำไมข้ากลับรู้สึกกระอักกระอ่วนในใจอย่างนี้นะ

แล้วข้าก็ตัดสินใจ หลังจากถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่สุดของวันนี้ข้าก็เดินออกมาจากที่นั่น

"หึงหรือไง" น้ำเสียงฟังดูเหมือนเยาะเย้ยดังขึ้น ข้าหยุดเดินหลับตาเพื่อเรียกความเข้มแข็งก่อนจะหันไปเผชิญหน้า

"ข้าเปล่าหึง ... กรุณาอย่าพูดอะไรที่ไม่มีมูลเลยท่านนอยทรา" ข้าหันไปพูดกับอารันคาร์ที่มียศสูงกว่า 'นอยทรา' ที่กำลังเดินออกมาจากเดินแคบ ๆ

"หึหึ" น้ำเสียงที่ถูกส่งมาพร้อมกับสายตาสมเพชนั้นทำให้ข้าขนตั้งชันตามมาด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยกลั้วเสียงหัวเราะที่ทำให้ข้าหน้าซีด "งั้นก็คงกลัว....จะเสียของรักไป... สินะ 555 มันก็ช่วยไม่ได้นี่นะ เจ้าติดตามเจ้านั่นมาตลอดเลยนี่นา แล้วดูท่าว่าท่านไอเซ็นก็จะถูกใจแม่สาวมนุษย์ผู้นั้นเป็นอย่างมากเลยด้วย เจ้าก็อยู่ในเหตุการณ์ไม่ใช่รึ ตอนที่นางแสดงพลังนั้นน่ะ"

"ข้าไม่ได้กลัวจะเสียอะไรไปทั้งสิ้น และก็กรุณาเลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ข้าถือว่าสิ่งที่ท่านกำลังพูดอยู่นี้เป็นการดูถูกนายของข้า" นอยทราเงียบไปแต่รอยยิ้มที่บ่งบอกว่าสมเพชข้าเสียเต็มประดานั้นยังไม่จางหาย ข้ารีบเดินออกมาจากที่นั้นเพื่อเป็นการตัดบททันที

นับตั้งแต่ข้าย่างก้าวเข้ามาใช้คำว่าอารันคาร์นี้ ข้าก็ถูกมอบหมายให้คอยช่วยเหลืองานท่านเออควิโอร่ามาโดยตลอด อาจเพราะพลังวิญญาณที่ไม่อาจเทียบชั้น 1 ใน 10 ก็เป็นได้ที่ทำให้ข้าถูกหลายคนเมินตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในฐานะอารันคาร์นี้ และด้วยฝีมือที่ไม่เป็นรองใครของข้าทำให้ถูกเรียกไปใช้งานอยู่บ่อย ๆ เค้าคือผู้มอบประสบการณ์ให้กับข้า มอบหลาย ๆ สิ่งให้กับข้า อาจจะรวมไปถึงความรู้สึกแปลก ๆ นี้ด้วย

ตูม!!!! ข้าระบายความหงุดหงิด ลูกไฟหลายลูกที่พุ่งออกไปจากฝ่ามือด้วยหวังว่ามันคงจะช่วยระบายอารมณ์ได้บ้าง พลันมือซ้ายก็ชักดาบแล้วตวัดฟันเสาหินเบื้องหน้าจนพลังทลายลงมาแต่ก่อนที่คมดาบนั้นจะตวัดเข้าใส่เสาหินอีกต้น มือสีซีดของอารันคาร์คนที่ข้านับถือสุดหัวใจก็ยั้งมันไว้ เพียงมือเดียวที่จับคมดาบนั้นไว้ทำให้ข้าตระหนักได้ว่าพลังของข้ามันช่างต่ำต้อยเสียเหลือเกิน

"เจ้าเป็นอะไรไปชาเรน....ปกติเจ้าไม้ใช่คนทำลายข้าวของแบบนี้ไม่ใช่รึ???" ดวงตาสีมรกตนั้นจ้องตรงมาที่ข้าอย่างจับพิรุธ ข้าจ้องตอบอยากให้เขาจ้องทะลุลงไปถึงเลือดเนื้อของข้า หัวใจของข้า ว่ามันเต้นเร่าเพียงใด แต่ก็เป็นข้าอีกนั่นแหละที่ต้องหลบแววตาอันเยือกเย็นนั้น

หลับตาเก็บความรู้สึกนั้นลงไป ก่อนจะโต้ตอบ "ข้าหงุดหงิดนิดหน่อย"

"หงุดหงิดเรื่องนอยทราหรือเปล่า เจ้าถึงเดินหนีมา ข้าเห็นเจ้านั่นเดินอยู่ที่หน้าห้องของแม่หญิงชาวมนุษย์"

"ก็.....อาจจะเป็นแบบนั้นค่ะ" ข้าก้มหน้าหลบ ถึงแม้ใบหน้าซีดเผือดนั้นจะหันมองไปทางอื่นแต่เมื่อเอ่ยถึง 'แม่หญิงชาวมนุษย์' ผู้นั้นทำให้ข้ากระตุกวูบ ถึงจะไม่แน่ใจว่าเป็นร่างกายหรือหัวใจก็ตาม

"คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีก เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้พวกมนุษย์นั่นบุกเข้ามาในแดนของเราแล้ว จะมีคำสั่งมาเมื่อไรก็ไม่รู้"

"...."

"เราต้องเตรียมพร้อมทุกเวลา แต่คงอีกไม่นานก็คงจะหมดเรื่องของพวกที่หาที่ตายแล้วล่ะ"

"ค่ะ"

"แล้วตอนนี้...."

"ตอนนี้ศัตรูอยู่บริเวณที่พวกเลขสามหลักดูแลอยู่ค่ะ... แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น"

"หมายความยังไง"

"ถ้าศัตรูผ่านตรงนั้นมาได้ ก่อนจะถึงมือท่าน ... ข้าจะเป็นผู้จัดการเอง ด้วยเพลิงในกายข้านี่แหละ" ข้ายกมือซ้ายขึ้นพลางปรากฎเพลิงลุกท่วมร่าง

"ขนาดนั้นเชียว...." ร่างสูงหัวเราะหึและเดินจากไปแบบทุกทีก่อนจะเหลียวหลังมามองเป็นสัญญาณบอกให้ข้ารู้ว่าข้าต้องทำเช่นไร ใช่ข้ารู้ เพราะตั้งแต่ข้าลืมตาขึ้นมาในฐานะอารันคาร์ ข้ามีหน้าที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นี้มาโดยตลอด ถึงแม้จะไม่ใช่ตอนที่เค้าออกไปที่โลกมนุษย์นั่นก็เถอะ

"มาเร็วชาเรน ยังมีงานต้องทำกันอีกเยอะ ก่อนที่เจ้าจะได้แสดงฝีมือเพื่อปกป้องอุดมการณ์ของท่านไอเซ็น"

"ข้า .... ข้าไม่ได้"

"อะไร" ร่างขาวซีดเบื้องหน้าหยุดมอง

"เปล่าค่ะ" ข้ายิ้มกับตัวเอง ก่อนจะเดินตามผู้เป็นนายของ 'หัวใจ' ข้าไป

--------------------------------------------------

ข้าไม่รู้ว่าเมื่อไรที่คำปฏิญาณนั้นกลับกลายเป็นอย่างอื่น นับจากวันไหนก็ไม่รู้ที่คำปฏิญาณนั้นเปลี่ยนจาก 'ทุ่มกายถวายชีวิตให้ท่านไอเซ็น' เป็น 'สละทั้งกายและใจเพื่อท่าน' แม้จะหวังว่าซักวันหนึ่งดวงตาสีเขียวของท่านจะมองทะลวงลงไปในกายของข้า เห็นทุกสิ่งที่ข้าคิด แต่วันนั้นก็คงไม่มาถึง

ข้าไม่รู้ว่ายมทูตตรงหน้าข้านี้มาที่นี่เพื่ออะไร อาจจะช่วยเพื่อนพ้องอย่างที่ปากมันว่า หรืออาจจะมาเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ไฟในกายข้าจักเผาผลาญมันให้สิ้น แม้ว่าชีวิตข้าจะต้องสิ้นไปด้วย

เลือดร้อนในกายข้าไหลทะลักออกมาเบื้องนอกไม่ว่าจากแผลถลอกหรือจากแผลคมดาบ เหมือนจะพร้อมใจกันออกมาดูดซับอากาศเบื้องนอก แย้มยิ้มให้กับศัตรูชุดดำเบื้องหน้าผู้เป็นนายของมัน คมดาบตัดผ่านเนื้อหนังครั้งแล้วครั้งเล่า พัดพาเอาความเจ็บปวดมานับครั้งไม่ถ้วนจนร่างกายด้านชา ถึงแม้ข้าจะโจมตีศัตรูเบื้องหน้าไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เหมือนมันไม่ซาบซึ้งถึงความเจ็บปวดสีแดงฉานที่ไหลทะลักออกมาเช่นเดียวกับข้า

ข้าล้มลง เหมือนร่างกายจะล่องลอยไปในความมืดมิด มันค่อย ๆ เจือจางไปกับอากาศ ขาดวิ่นราวกับกระดาษ ข้ารู้ว่าท่านคงจ้องมองมาจากที่ใดสักที่นึงท่ามกลางความมืดมิดนั้น ข้ายิ้ม.... ยิ้มให้กับท่านเป็นครั้งสุดท้าย ท่านคงจะเมินหน้าหนีข้า ใช่... เพราะข้าหมดประโยชน์แล้ว ข้าอยากจะลุกขึ้นมาปกป้องท่านอีกครั้ง แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่เป็นใจ มันโปร่งบางไปหมดเสียแล้ว

ข้าหลับตา สิ่งที่เห็นเป็นอย่างแรกขึ้นผมสีดำแกมน้ำเงินของท่าน และแม้ว่ากายข้าจะต้องสูญสลายกลับไปเถ้าธุลีดังเดิมสิ่งสุดท้ายที่ข้ามองเห็นก็คือดวงตาสีเขียวกระจ่าง 'ของท่าน'

'เพราะในสายตาข้ามีแต่ท่านเพียงผู้เดียว'

The End

การที่งานติดเลทแล้วลดเกรดจาก A = B นี่มันทรมานจริง ๆ เลยนะคะพอไปคร่ำครวญกับเพื่อนก็โดนพูดมาว่า "ก็แกมันทำเป็นแต่เรื่องติด rate นี่หว่า" *0* ควรจะพิจารณาตัวเองดีมั้ยเนี่ย 555+

2006/Oct/23

แล้วจะเข้ามาอัพเร็ว ๆ นี้ เร็ว ๆ นี้แน่นอนค่ะ

>.< คัมมิ่ง ซูนนนนนนนนนนน!!!!!!!!!!!!

2006/Sep/24

เอาล่ะมาเปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง พัก Fic ไว้ก่อน ไม่ใช่ขี้เกียจค่ะ

แค่คนแต่งขอพักอ่านหนังสือชั่วคราว หลังจากหมดงานก็อ่านหนังสือ

โอ้วจอร์จมันจะยอดอะไรแบบนี้ !!!!

คือนัง shey ยังไม่ได้สอบ finalนั่นเองล่ะค่ะ ^^"

อาทิตย์นี้กลับมาบ้าน 1 วันเพื่อเลี้ยงฉลองกับเพื่อนเก่า!!!

ซึ่งอยากจะบอกว่าการเจอกันครั้งนี้มัน ห่วย!! เสียนี่กระไร

เนื่องจากเราแหกขี้ตามาแต่เช้า ( 9 โมงก็ไม่เช้าแล้ว) ด้วยก็เลย

เกิดมีน้ำโหเวลาเพื่อนคนนี้มันทำงอนนิดหน่อย

แต่ก็อดทนจนถึงบ้าน เราเลยทำหน้าที่ที่ดี ไปส่งเพื่อนอีกคน

ที่โดนทิ้งขว้างนิดหน่อย

ไม่อยากนินทาเพื่อนแล้วค่ะ ตัดจบเลย แหงะ!!!

สิ่งที่อยากจะพูดคือ ความเปลี่ยนแปลง

วันเวลาพาสิ่งที่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงมาเสมอ อย่าเถียง!!!

เหอ ๆ จิตใจคนอาจจะไม่เปลี่ยนแต่อย่างน้อยรูปร่างมันก็เปลี่ยนค่ะ

และเมื่อเราไม่อยู่รวมกันคนอื่นที่เราไม่เคยรู้จัก มันก็ จำเป็น

ต้องเปลี่ยนเช่นกันค่ะ เรายอมรับว่าเมื่อก่อนนิสัยนี้เรารับได้ค่ะ

แต่ตอนนี้เราไม่แน่ใจ ...

เมื่อกี๊ ก็คุย m กับเพื่อนอีกคนเรื่องนี้ การเปลี่ยนแปลง อืมม์

เพื่อนเราคนหนึ่งตอน ม.6 เป็นคนเงียบ ๆ ไม่ชอบทำกิจกรรมอะไร

ไม่ชอบแสดงออก และเพื่อนน้อย แต่พอเค้ามหาวิทยาลัย

มันเปลี่ยน โดยมันพูดมากขึ้นมากๆ แถมยังพูดติดตลกเก่งด้วย

เพื่อนเยอะ แล้วเริ่มหันมาทำกิจกรรมบ้าง วันที่เราเห็นมันเต้นแบบ

สุดเหวี่ยงเรายังอึ้งเลย

เพื่อนอีกคน มันเป็นคนค่อนข้างเห็นแก่ตัว เข้ากับคนอยู่มากเก่ง

ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เป็นคนช่างนินทา และมันก็เปลี่ยน

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย มันใจกว้างมากขึ้น ไม่เจ้ากี้เจ้าการ

นินทามีบ้างแต่ปากร้ายน้อยลง และเฮฮาแบบจริงใจมากขึ้น

แต่เธอนั้นไม่เปลี่ยนเลย ความไม่กล้าตัดสินใจนั่นยังเหมือนเดิม

จากแต่ก่อนที่พิจารณาจากราคา ตอนนี้พ่วงยี่ห้อเข้าไปด้วย!!

เรารู้สึกหงุดหงิดที่จะต้องเดินถือของตามแล้วช่วยตัดสินใจ

ในทุกอย่าง เหนื่อยค่ะ ....

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ดีและไม่ดี

ในทางที่ดีคือเปลี่ยนให้เข้ากับผู้อื่น ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและเพื่อนฝูง

ในทางไม่ดีคือ เปลี่ยนไปตามสภาพล้อม แสงสี และสังคมที่ฟุ่มเฟือย

ค่านิยมลอย ๆ ที่คนอ้างขึ้นมาว่ามันมีระดับ มันดี มีหรู

แต่สำหรับเราแล้วเราเชื่อว่าคนที่เปลี่ยนแปลงบ้างก็เหมือนกับคนที่เดินไป

ข้างหน้า คนประเภทนี้ดีกว่าคนที่ไม่ย่อมเปลี่ยนแปลงย่ำอยู่กับที่

ถือเอาสิ่งต่าง ๆ ที่คนอื่นพูดมาเป็นใหญ่ในชีวิตตนเอง

เราหมดศรัทธาในตัวคน ๆ นี้จริง ๆ ค่ะ

"เหนื่อยกับชีวิต"